หน้า [1] 2 3

สวัสดีอีกครั้ง ดีใจจัง รู้สึกดีใจทุกครั้งที่มีเรื่อง มาเขียน update ให้กับเว็บตัวเอง คราวนี้ก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ เนื่องจากเพื่อนสนิทแต่งงาน งานนี้เลยถือโอกาสลางานต่อเนื่อง3วัน แวะเที่ยวที่เชียงใหม่ซะเลย ทริปนี้ผมพยายามจะเขียนให้เป็นโปรแกรมท่องเที่ยว เชียงใหม่ 3วัน 2คืนซะเลย เผื่อว่าจะเป็นแนวทางให้คนที่สนใจอยากไปเที่ยวเชียงใหม่เอาไปเป็นแนวทางได้ โดยทริปนี้ได้ไปเที่ยว นอนแพเขื่อนแม่งัด ,สวนสัตว์เชียงใหม่ ,Night Safari และ ถนนคนเดิน

เรามาเริ่มต้นเดินทางกันเลยดีกว่านะครับ ทริปนี้ผมขับรถไปเอง โดยตั้งใจว่าอยากจะลองขับรถไปเชียงใหม่ดูว่าเราจะสามารถขับรถทางไกลได้หรือเปล่า ในเมื่อทุกคนได้อ่าน เรื่องจากทริปนี้ของผมแล้วก็แสดงว่าผมกลับมาได้โดยสวัสดิภาพครับ ^^ ระยะทางจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ 695 กิโเมตร ผมเลือกวิ่งไปทาง อยุธยา สิงค์บุรี ถึงนครสวรรค์ ก็ออกทางแยกเลี่ยงเมืองไป กำแพงเพชร เข้าจังหวัดตาก เถิน เข้าสู่ลำปาง ลำพูน และถึงเชียงใหม่ครับ ผมใช้เวลาขับรถประมาณ 8 ชั่วโมง อันนี้น่าจะเป็ฯเวลามาตรฐานสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ส่วนใครที่เท้าผีมากหน่อย ก็ใช้เวลาน้อยหน่อย ซึ่งเมื่อผมออกเดินทางประมาณ ตี4 ผมก็ไปถึงเชียงใหม่ 12.00 น.ครับ ตามนั้นครับ

เรามาเข้าเรื่องทริปดีกว่า ในการท่องเที่ยววันแรกนั้นผมได้ตัดสินใจไปพักที่เขื่อนแม่งัดก่อน เพราะว่าถ้าเราเหนื่อยจากการเดินทางมาไกล การได้นอนพักบนแพดูน้ำไหลไป เอื่อยๆ มีลมเย็นๆพัดมา คงช่วยให้เราผ่อนคลายได้จากการเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ เดินทางไป เขื่อนแม่งัด ใช้เวลาไม่นานครับ ประมาณ 1ชั่วโมง เดินทางไปทางแม่ริม ผ่าน อ.แม่แตง อ้อ..ก่อนที่จะผ่านไปถึงอำเภอแม่แตง ตรง 3แยกอำเภอแม่ริมไปเสมิง เลี้ยวซ้ายไปนิดเดียวอย่าลืมแวะซื้อสตอเบอรี่สดๆ แสนอร่อยหวานฉ่ำ ติดไม้ติดมือไปด้วยนะครับ ส่วนเรื่องราคานั้นก็แล้วแต่ช่วงว่าเราไปช่วงไหน ยังไงก็ลองไปแวะต่อลองราคาดูนะครับ

เมื่อเราขับรถเลยอำเภอแม่แตงไปไม่ไกลนักจะมีป้ายบอกให้เราเลี้ยว ขวาเข้าทางเข้าเขื่อนแม่งัด ซึ่งเขื่อนแม่งัดนั้นตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ให้เราขับตามทางไปเรื่อยๆจะไปถึงเขื่อนแม่งัด แต่ไม่ต้องตรงเข้าไปในเขื่อนนะครับ ให้แล้วซ้ายไปทางป้ายที่เขียนว่าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา และตามทางไปเรื่อยๆ เราก็เข้าสู่ตัวอุทยานเองครับ จัดการจ่ายเงินค่าเข้าอุทยานเสียก่อนแล้วก็ขับเข้าไปอีกนิดเดียวก็ถึงจุดจอดรถ เพื่อต่อขึ้นแพ

มาพูดถึงเรื่องค่าห้องพักกันซักหน่อยดีกว่า ก่อนที่จะลืมพูด สำหรับแพที่เขื่อนแม่งัดนี้มีหลายแพให้บริการครับ แต่ผมเลือกไปที่แพเอกชัย เพราะว่าผมจำได้ว่าสมัยก่อนที่ยังเรียนอยู่ ผมได้แวะมาเที่ยวที่นี่ครั้งนึงกับเพื่อนๆ ร่วมสาขา และประทับใจมาก ครั้งนี้ผมก็เลยอยากกลับมาพักที่นี่อีกเช่นเคย ค่าห้องพักเขามีให้เลือก ห้องละ 100 บาท กับ ห้องละ 400 บาทครับ มันต่างกันตรงที่ห้อง 400 บาทจะมีเตียงนอนให้ มีโต๊ะเครื่องแป้งสภาพห้องพักนั้นก็สวยกว่า แต่ห้อง 100 บาทนั้น จากที่จำความได้เมื่อหลายปีก่อนที่มาพักจะมีแค่ฟูกปูผ้าปูที่นอนพร้อมหมอนกับผ้าห่มให้ เท่านั้น และอีกอย่างก็คือ ห้อง 400 บาทนั้นเขาจะมีห้องน้ำให้สำหรับห้องพักเลย แต่ว่าห้อง 100 บาท จะเป็นห้องน้ำรวมครับ ครั้งนี้ผมเลยลองพักห้อง 400 บาทดู จริงๆเมื่อเปรียบเทียบราคาแล้ว ผมว่าจริงๆนอนห้องละ 100 บาทก็ไม่เสียหายครับ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการมันไม่แตกต่างกัน นั่นก็คือบรรยากาศของบริเวณรอบๆที่พัก สำหรับที่นอนเมื่อเราหลับไปแล้ว ก็คงไม่รู้เรื่องอะไรแล้วครับ ^^" พูดตามความเห็นส่วนตัวของผมเองนะ อ้อ..เกือบลืมที่นี่เขาคิดค่าเรือไปกลับระหว่างเขื่อนกับแพอีก 400 บาทครับ เขาคิดเหมาไปเลยไม่ว่าจะมากี่คนก็ 400 บาท ดังนั้นถ้าไปน้อยก็ถือว่าราคาแพงไปหน่อยแต่ถ้ามากันเยอะก็จะถูกลง โดยเรือลำนึงนั่งได้ประมาณ10คนจ้าาาา

กลับมาต่อหลังจากจอดรถกันเลยดีกว่า เมื่อเราจอดรถแล้ว เราก็จะมองเห็นจุดขึ้นเรือได้ทันทีเพราะว่าอยู่ห่างจากที่จอดรถไปประมาณ 10 เมตร เองครับ จัดการหิ้วข้าวของ สัมภาระขึ้นเรือเพื่ออกเดินทางไปที่แพได้เลย เนื่องจากช่วงที่ผมไปยังอยู่ในช่วงฤดูหนาว การนั่งเรือเข้าไปที่แพเราจะผ่านหุบเขาไปเรื่อยๆ อากาศจะเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ และลมที่พัดมาประทะหน้าเรา ทำให้เรารู้สึดสดชื่นมากครับ เรานั่งรับลมเพลินๆ บนเรือไปผ่านช่วงเขาไปเรื่อยๆซักพัก ระหว่างทางก็ผ่านแพของเจ้าอื่นๆ จนเวลาผ่านไปประมาณ 20 นาทีเราก็มาถึงแพที่พักของเราครับ นั่นคือแพเอกชัยนั่นเองครับ


ป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา


ทิวทัศน์สองข้างทางระหว่างทางไปเขื่อน ถนนยาวสุดลูกหูลูกยาย


หลงทางเผลอขึ้นมาบนสันเขื่อน เลยมายืนถ่ายรูปแก้เขิน


จากจุดจอดรถมองมาที่ท่าเรือ


อีกมุมนึง...ไม่ใช่การแข่งขันเรือยาวนะ


เรื่อออกแล้ว เย้วๆๆๆ


มองดูสันเขื่อนช่วงนี้หญ้าไม่ค่อยสวยเท่าไหร่


เริ่มต้นการผจญภัยผ่านหุบเขาไปเรื่อยๆ
เพื่อไปตามหาแหวนจอมมาร..เอ๊ะ!! นั่นมัน Lord of the Ring นี่นา


ระหว่างทางเราจะผ่านแพของเจ้้าอื่นเรื่อยๆ ตลอดสองข้างทางเป็นหุบเขา


และแล้วเราก็มาถึงเรือยแพเอกชัย


เมื่อมาส่งเราถึงแพโดยสวัสดิภาพแล้ว พี่ก็ซิ่ง Red Thunder Boat
(แอบตั้งชื่อให้เอง)กลับเขื่อนเพื่อไปรอรับคนอื่นๆต่อ



ภานใต้หลังคาหญ้าคา..จะมีเพียงเราหลายคน ^^"


ที่กระโดดน้ำ สมัยก่อนที่มายังไม่มี งานนี้น่าเสียดายไม่ได้เล่นน้ำ
เพราะว่ามาฤดูหนาว..ถ้ากระโดดลงไปคงแข็งตายแน่ๆ


ตรงนี้เป็นร้านอาหาร แต่ก็ปกติก็ไม่มีใครมานั่งกินตรงนี้หรอก
ส่วนใหญ่ก็สั่งแล้วให้เอาไปส่งที่หน้าห้องพัก



บรรยากาศของแพ..มีประดับด้วยดอกไม้


สิ่งที่ทุกคนอยากรู้อย่างขาดไม่ได้..ห้องน้ำนั่นเอง


โอ๊ะ..นี่มันเครื่องบินของอินเดียน่าโจนนี่นา...เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่
บ่งบอกว่าอินเดียน่าโจนเคย เอาเครื่องบินมาตกที่นี่


ทิวทัศน์ที่มองออกไปจากหน้าห้องพัก


ที่นั่งหน้าห้องพัก


มองไปเรื่อยๆ


ภายในห้องพัก ที่เราจะอยู่กันเพียงลำพังหลายคน..


อีกมุมเหมาะสำหรับนั่ง จั่ว.....


มีเพื่อนกลัจากอินเดียซื้อขนมมาฝากให้ชิม เลยถ่ายรูปมาให้ชม
เลย์รส Magic Masala กลิ่นเครื่องเทศอินเดียนั่นเอง อร่อยดีปะแร่มๆ


อันนี้ก็อีกอย่างนึง อันนี้รสชาติธรรมดาๆ


นี่อีกเช่นกัน..มีทั้งหมด 4 อย่างจากอินเดีย


และแล้วก็มาถึงคิวสตอเบอรี่แสนอร่อย


ดูกันใกล้ๆอีกนิด ลูกโตๆแต่อย่าลืมล้างก่อนกินนะจ๊ะ


อาเจ..น้ำอัดลมรสโคลา ไม่มีคาเฟอิน...
เวลาสั่งอย่าเผลอใช้เสียงสูง เดี๋ยวจะกลายเป็นเรียกอาเจ๊



ล้างสตอเบอรี่ก่อนกิน..เราเรียกการกินแบบนี้ว่า
"Stawberry Spin" เอาไปปั่นในน้ำแล้ว กระดกเข้าปาก ^^



การมาแพครั้งนี้ผมมุ่งหวังว่าจะได้พายเรือเหมือนสมัยก่อน แต่ว่าไม่มีเรือให้ผมพายแล้วคราวนี้ ได้สอบถามเขาบอกว่า เรือมันเสีย จมไปหมดแล้ว ก็เลยยังไม่มีให้พาย จะมีก็เหลือแต่เรือพาย อย่างที่เห็นจากรูปข้างบนเท่านั้นเอง...น่าเสียดายจริงๆ เพราะเมื่อครั้งก่อนที่ผมมามีทั้งเรือแคนนู จักรยานน้ำ และเรือพาย ให้เราได้พายเล่น ผมยังจำได้ว่าผมพายไปจนหมดแรง กว่าจะรวบรวมลมปราณพายกลับได้เกือบตาย ^^ แต่ก็ไม่เป็นไร ครั้งนี้ถือว่ามาพักผ่อน เราก็พักผ่อนอยู่ี่ที่แพ พร้อมกับกินขนมที่เราเตรียมมา นั่งเล่นกีตาร์ร้องเพลงกัน จนพระอาทิตย์ตกดิน เข้าสู่ช่วงเวลากลางคืน ที่นี่เขาจะเปิดให้เราใช้ไฟได้หลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไปจนถึงเที่ยงคืน


ช่วงกลางคืนเราก็สั่งอาหารมากิน อาหารที่แพนั้นส่วนมากจะเน้นเป็นปลา เพราะไหนๆก็มาถึงแพแล้วก็ต้องทานปลา ในตอนกลางคืนนั้นอากาศเย็นลงมาก ทุกอย่างดูเงียบไปหมด มีเสียงแมลงร้องดังบ้างเป็นพักๆ พวกเรานั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน ไฟจะถูกปิดลง ช่วงเวลานี้สำหรับคนที่ชอบนอนแพจะรู้ว่า มันเป็นช่วงเวลาที่สวยงามแค่ไหน พวกเราลากเก้าอี้ไปนั่งกันตรงปลายแพที่ไม่มีหลังคา มองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นดาวลอยอยู่เต็มฟ้า มองเห็นพระจันทร์ส่องแสงอยู่เบื้องหน้าของเรา และค่อยๆโผล่มาจากหลังเขาที่สูงบังอยู่ด้านหน้าเรา ในตอนกลางคืนนี้มีเพียงแค่แสงจากดวงจันทร์และดาวเหล่านี้ที่ ทำให้เรามองเห็นบรรยากาศรอบๆข้าง หมอกเริ่มลงต่ำ ทำให้เรามองเห็นภูเขาที่อยู่ปลายสายตา มัวลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้อากาศหนาวมาก ทุกคนนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศ อยู่จนค่ำกี่โมงจำไม่ได้ จึงแยกย้ายกันไปเข้านอน
[หน้าที่ 2]
:: Copy Left 2005 by Kapom.com ::