![]() |
สวัสดีครับทริปนี้เป็นทริปที่ 4 ของปีนี้แล้ว ยังไม่ทันกลางปีเลยไปเที่ยวมาหลายที่ตังค์หมดเกลี้ยงเลย ที่น่าแปลกใจสำหรับผมคือปีนี้ส่วนใหญ่แล้ว ไปเที่ยวได้นอนแพเกือบทั้งนั้นเลย ทริปนี้ก็เป็นทริปนอนแพอีกเช่นกัน คราวนี้ไปท่องเที่ยวที่จังหวัดกาญจนบุรีครับ โดยปกติแล้วเมื่อนึกถึงจังหวัดกาญจนบุรี ผมก็จะนึกถึงแต่สะพานข้ามแม่น้ำแคว หลุมศพทหารสมัยสงคราม..อะไรน่ะที่เรียงเป็นแถวๆ พอดีนึกชื่อไม่ออก และก็น้ำตกไทรโยคเล็กและใหญ่ เท่านั้นเอง เรื่องของการนอนแพล่องแม่น้ำหรืออะไรทั้งหลายไม่ได้อยู่ในความคิดผมเลย อาจจะเพราะว่าโดยส่วนตัวชอบเที่ยวทะเลมากกว่า แต่ว่าวันหยุดสงกรานต์คราวนี้แม่ของผม บัญชามาเลยว่าอยากไปเที่ยวน้ำจืดบ้าง ไม่เอาน้ำทะเล แถมระบุลงไปอีกว่าอยากไปกาญจนบุรีซัก 3 วัน 2 คืน ในเมื่อไม่เหลือทางเลือกอื่นให้ผมแล้วก็เป็นหน้าที่ของลูกที่ดีอย่างผม(555) จัดหาสถานที่ท่องเที่ยวตามเงื่อนไขที่ได้มา หุ หุ หลังจากทำการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวใน internet อยู่หลายวัน ผมก็คัดเอาที่ๆดูน่าสนใจซึ่งก็มีอยู่ประมาณ 10 ที่ แต่เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผมโทรไปบางที่ก็เต็ม บางที่ก็ไม่รับคนจำนวนน้อย (คือครอบครัวผมไปกันแค่ 4 คน) เขารับทีนึงต้อง 10 คนขึ้นไป สุดท้ายก็เหลือที่ให้ผมเลือก3ที่ มาถึงตอนนี้ก็ต้องมาตัดสินใจแล้วว่าผมจะเลือกที่ไหน โดยปัจจัยที่ผมเอามาตัดสินใจเลือกมีดังนี้ คือ อยากได้แบบที่เป็น Package ราคาไม่แพง(เพราะผมเป็นคนออกเงินให้ทั้งบ้าน ถ้าแพงคงไม่ไหว) มีกิจกรรมให้ทำบ้าง อาหารทุกมื้อ บรรยากาศดี และที่สำคัญคืออยากพายเรือครับ โอ้โห..จะมีไหมเนี่ย ที่ไหนที่ตรงเสป็คนี้ถูกและดีมีที่ไหน แต่ด้วยความโชคดีหรือบังเอิญก็ไม่แน่ใจ ที่ผมได้มาที่นึงคือแพชมดาว จะเห็นว่าเขาจะไม่ค่อยลงโฆษณาที่ไหนเท่าไหร่ ตอนแรกผมก็ลังเลใจว่าจะไปดีหรือเปล่า เพราะไม่ค่อยได้ยินชื่อแพนี้ที่เว็บไหนเลย แต่อย่างน้อยเขาก็มีเว็บเป็นของตัวเองและก็ดูดีด้วย(ในสายตาผม) และจากการโทรไปคุยสอบถามรายละเอียดแล้ว ผมก็ตัดสินใจว่าลองเสี่ยงไปเที่ยวที่นี่ดูดีกว่า เพราะทุกอย่างที่ผมได้จากที่นี่ มันตรงตามความต้องการของผมทุกอย่าง รายละเอียดจากทริปที่ผมได้มา เนื่องจากผมเสนอไปว่าจะพัก 3 วัน 2 คืน ทางแพก็คิดราคาค่า Package ทั้งหมดหัวละ 1600 บาทครับ รวมค่าอาหารและน้ำดื่มแล้ว แต่แยกคิดค่าน้ำแข็งนะครับ กิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลหรือเรียกได้ว่าถูกมากครับ มีกิจกรรมให้ทำมากมาย อยากรู้ว่าได้ทำอะไรบ้างก็อ่านต่อไปได้เลยครับ เริ่มต้นวันเดินทางวันที่ 13 เมษายน 2007 พวกเราตื่นกันแต่เช้าเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพราะกลัวว่ารถจะติด เดี๋ยวจะไปไม่ทันตามที่ทางแพได้นัดพวกเราไว้เที่ยง จากการสอบถามเส้นทางแล้วก็รู้ว่าเราต้องเดินทางเข้าไปในตัวอุทยานแห่งชาติไทรโยคใหญ่ แล้วจะต้องลงเรือต่อไปอีก 5 นาทีเอไปลงแพชมดาว พวกเราขับรถออกไปทางถนนพระบรมชนณี ตรงไปทางนครปฐม แต่ไม่เข้าตัวเมืองวิ่งรอบนอกออกไปจนเจอป้ายบอกทางไปกาญจนบุรี และวิ่งไปตามทางจนไปถึงอุทยานแห่งชาติไทรโยคใหญ่ จ่ายค่าเข้าอุทยานเรียบร้อยก็เลยถามทางอุทยานว่า แพชมดาวต้องไปยังไง เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ตรงตามทางไปแพพันทวี เราก็เลยตรงไปตามทางแพพันทวี จนไปถึงทางแยกเลี้ยวเข้าแพพันทวี ก็ยังงงๆว่ามันใช่ที่นี่จริงหรือเปล่าจึงได้ตัดสินใจโทรไปหาทางแพชมดาว ก็ได้ความว่าให้เราลงไปรอที่แพพันทวีแล้วเดี๋ยวจะมีเรือมารับเราไปที่แพอีกทีนึง เมื่อได้ความแบบนี้เราก็เลี้ยวรถเข้าจอดทันทีแล้วก็จัดการหอบข้าวของลงแพพันทวี เมื่อไปถึงแพแล้วก็ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของแพชมดาวมารอเราอยู่แล้ว หลังจากขนทุกอย่างลงเรือเสร็จแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางไปแพชมดาวกันซักที พวกเรานั่งเรือกันได้ประมาณ 5 นาที ก็มาถึงที่แพชมดาวแล้วครับ บริเวณที่ตั้งของแพชมดาวจะเป็นเหนือแม่น้ำ ซึ่งแพที่อยู่เหนือแม่น้ำที่สุดก็คือแพพันทวีที่เป็นทางลงแพของเรานั่นเอง เจ้าของแพบอกกับเราว่าเดี๋ยววันรุ่งขึ้นได้นั่งเรือชมแม่น้ำจะเห็นว่า ถัดจากแพที่เราพักลงไปจะมีแพลากอีกเยอะแยะไปหมดมีแต่ผู้คนพลุกพล่าน ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นข้อดีของแพชมดาวที่อยู่เหนือแม่น้ำ ความแออัดของแพไม่เยอะมาก หลังจากที่พวกเราได้เข้าห้องพักเพื่อเก็บข้าวของสัมภาระแล้วก็ได้เวลาสำรวจแพซักที ห้องพักที่นี่มีหลายแบบ แบบที่พวกเราได้พักน่าจะเป็นห้องที่อยู่มานานมากที่สุด ภายในห้องพักมีประตูปิดมิดชิด มีประตูด้านหน้าแพและมีประตูด้านหลังแพ ภายในห้องมีเตียงที่นอน หมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว และพัดลมติดผนัง (แต่พัดลมจะยังเปิดไม่ได้ครับ เพราะเขาจะเริ่มปั่นไฟตอนเย็นประมาณ 18.30 น.) อ้อ..และก็มีปลั๊กไฟด้วย 1 ช่องเผื่อว่าเอาไว้เสียบสายไฟอยากชาร์ตมือถือหรืออะไรก็ได้ มาดูที่ห้องน้ำกันต่อดีกว่า ห้องน้ำที่นี่ก็ทำได้มิดชิดดีครับ ภายในห้องน้ำมีอ่างล้างหน้า ฝักบัว และโถส้วมแบบชักโครกครับ ความสะอาดถือว่าดีครับสำหรับผม ถือว่าพอใจมาก ส่วนเรื่องน้ำที่เราใช้อาบ ล้างหน้า เจ้าของแพบอกกับเราว่า ที่นี่จะดูดน้ำจากแม่น้ำในตอนดึกๆที่คิดว่าทุกคนเข้านอนแล้ว และเอาไปผ่านกระบวนการกรองเพื่อความสะอาดเสียก่อน เพื่อพร้อมให้ลูกค้าได้เอามาใช้ในช่วงกลางวัน และที่ผมสังเกตก็คือน้ำที่นี่ไหลแรงมากครับ เพราะเขาติดปั๊มน้ำไว้คอยบริการ ดังนั้นการอาบน้ำจากฝักบัวจึงมีความสุขมาก เพราะน้ำไหลแรงอาบสะอาดแน่นอน(หรือใครจะออกไปอาบบริเวณหน้าแพก็ได้เหมือนกันครับ อาบน้ำสระผมเสร็จก็กระโดดลงน้ำไปเลย ถ้าว่ายน้ำเป็นนะ ^^" ) เมื่อสำรวจสถานที่และสิ่งของเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาทานมื้อเที่ยงเป็นมื้อแรกของวัน ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดโต๊ะอาหารสำหรับพวกเราเป็นที่เรียบร้อย อาหารมื้อนี้ประกอบด้วย ข้าวเหนียวจานใหญ่ ไก่ทอดจานโต และส้มตำ สำหรับส้มตำที่นี่เขาจะให้เพวกเราแสดงฝีมือกันเองใครที่ใฝ่ฝันมานานว่าอยากจะลองเป็นเจ้าของร้านตำส้มตำก็มาลองตำดูก่อนได้นะครับ ที่นี่เขามีเครื่องส้มตำให้ครบเครื่องเลยทั้งปูดอง ปลาหมดแรง(ปลาร้า) หอยดอง และเครื่องหลักๆทั้งหมด มีให้เพรียบพร้อมขนาดนี้ทำไมพวกผมจะไม่ลองไปตำส้มตำสูตรเสด็ดของตัวเองล่ะ แต่ไม่ต้องกลัวสำหรับคนที่ตำไม่เป็นและคาดว่าตัวเองจะตำไม่อร่อย ก็บอกแม่ครัวให้เขาตำให้ก็ได้ครับ อยากได้รสเผ็ด เปรี๊ยว หวาน มัน เค็ม ยังไงบอกได้เลยเดี๋ยวแม่ครัวคนเก่งจัดการให้ครับ อาหารมื้อแรกของที่นี่มี2อย่างครับ ถึงจะมีแค่2อย่างแต่ว่าไก่ทอดอร่อยมากครับ ต้องลองมาชิมเอาเอง ถ้าฝีมือแม่ครัววันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เหอๆ ส่วนส้มตำนั้นก็อร่อยตามแบบฉบับที่ผมชอบครับ เพราะตำเองก็ต้องบอกว่าอร่อยน่ะสิ ^^ |
แวะเข้าห้องน้ำปั๊มน้ำมันเจอป้ายโฆษณาถูกใจ อันนี้ลีลาเด็ด ใครทำได้มั่ง มาถึงแล้วอุทยานแห่งชาติไทรโยค ตามทางต่อไปเพื่อลงแพ ต้นไม้สูงใหญ่มากมาย จอดรถกันตรงนี้เลย เดินลงเพื่อไปขึ้นเรือต่อไปแพ ข้ามสะพานต่อไปอีกนิด โอ๊ะๆ เรือจอดรอเราอยู่แล้ว หันมาหน่อย..กัปตันเรือของเราวันนี้ ที่นี่แพพันทวี เป็นทางลงของเราเพื่อไปแพชมดาว เริ่มออกเดินทาง.. แป็บเดียวก็มาถึงแพชมดาวแล้ว แพชมดาว Jungle Heart บรรยากาศหน้าแพ บริเวณโรงอาหาร เห็นไม้พายก็ยิ้มละ เดี๋ยวได้พายแน่ๆ อีกพักมีหลายแบบ ตรงนี้มีเปลด้วย แพมีแบบบ้านสองชั้นด้วย มีแพแบบแพลากด้วย บนแพมีต้นไม้ปลูกไว้ เห็นแล้วดูสดชื่น มาแอบถ่ายในห้องน้ำ..ช่งวนี้ยังไม่ปั่นไฟ เลยดูมืดๆนิดนึง ได้เวลาแสดงฝีมือ..เครื่องมีให้ครบครัน หน้าตาสวยงาม...(ไหมหว่า) ไก่ทอดอร่อยมากกกกกกก เกลี้ยงจริงๆ หมดทุกสิ่ง หมดทุกอย่าง |
| พอทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยอิ่มหนำสำราญ ก็ได้เวลาไปพักผ่อน ระหว่างรอกลุ่มอื่นๆที่ยังมาไม่ถึงแพ ช่วงนี้ผมก็เดินมองหามุมถ่ายรูปไปเรื่อยๆ และก็มานั่งพูดคุยกับเจ้าของแพถึงประวัติความเป็นมาก่อนที่จะมีแพเป็นของตนเอง ได้รับรู้ว่ากว่าที่จะมีแพที่นี่ได้เขาฝ่าฟันอุปสรรคมามากมายเหลือเกิน และด้วยความที่ไม่ใช่คนจังหวัดกาญจนบุรีด้วย ทุกอย่างเลยยากมาก ทั้งโดนโกง โดนหลอกลวง สารพัดวิธีต่างๆที่ต้องเจอมา แต่เขาก็ยังมีความคิดที่ว่าอยากมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ ถูกและดี เพื่อคนที่งบน้อยแต่อยากพักผ่อน นับว่าเป็นความคิดที่น่ายกย่องมากครับ ไม่ค้ากำไรเกินควร และหวังได้เห็นลูกค้าที่มาพักมีความสุข นี่คือความสุขของเจ้าของแพ คุยได้ซักพักเจ้าของแพก็ต้องออกไปรับอีกกลุ่มที่จะมาถึง ส่วนผมเองก็เริ่มง่วงแล้วครับข้าวเหนียวตัวดีเริ่มออกฤทธิ์ ต้องขอตัวไปนอนพักก่อน จนเวลาผ่านไปเท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว น้องชายก็มาเรียกผมให้ตื่นเพราะได้เวลาออกไปทำกิจกรรมกันแล้ว กิจกรรมแรกคือไปชมถ้ำครับชื่อถ้ำดาวดึงซ์ เมื่อทุกคนพร้อมเจ้าของแพก็พาเรานั่งเรือเพื่อไปต่อรถ ไปยังถ้ำครับช่วงที่นั่งรถไปมีฝนตกลงมาปรอยๆ พอให้เย็นสบายแดดไม่ร้อนมาก พวกผมก็เลยไปนั่งหลังรถรับลมเย็นๆไปเรื่อยๆจนไปถึงบริเวณหน้าทางเข้าถ้ำ ตรงจุดนี้จะเริ่มให้เราเดินเท้าต่อเพื่อไปปากถ้ำ สำหรับผู้สูงอายุเขามีบริการมอเตอร์ไซต์ส่งไปถึงด้านใน แต่ก็ต้องเดินต่ออีกนิดหน่อยครับ ส่วนพวกผมก็เดินเข้าไปด้วยตัวเองครับ เดี๋ยวเขาจะหาว่าแก่ จริงๆเดินก็ไม่เหนื่อยครับ เพราะระยะทางจริงๆก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่ ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ระหว่างทางก็คอยดูต้นไม้สูงใหญ่ร่มรื่นดีครับ พอไปถึงที่หน้าถ้ำแล้วก็นั่งรอกันซักพักเมื่อทุกคนมาพร้อม เจ้าหน้าที่ก็เพิ่งกลับออกจากถ้ำมาส่งกลุ่มก่อนหน้าเราออกพอดี พวกเราก็เข้าต่อไปทันที ภายในถ้ำจะให้พูดผมก็ไม่รู้จะบอกอะไรดี เพราะมันก็คือถ้ำ ที่มีหินงอกหินย้อย มีหินเป็นรูปต่างๆ เจ้าหน้าที่ก็ช่างจินตนาการเป็นรูปนั้นรูปนี้ บางรูปเขาก็บอกว่า ลูกค้ามาดูแล้วจินตนาการให้ มีเป็นสิบๆอย่างให้เราดู เช่น หินบางก้อนก็เป็นรูปเจดีย์ รูปปั้นฮกรกซิ่ว(เขียนถูกไหมหว่า) หรือบางทีก็เล่นกับเงา ได้เป็นรูป หลวงพ่อคูณนั่งยองๆก็ยังมีเลยครับ ดูเพลินๆดีครับ พวกเราเดินเข้าถ้ำ ห้องโน้นห้องนี้ไปเรื่อยๆ น่าจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ภายในถ้ำ ก็เสร็จกิจกรรมแรกครับ อ้อ.แต่กิจกรรมนี้ทางแพคิดเงินต่างหากนะครับ กลุ๊ปละ 100 บาทครับ ก็ไม่แพงอะไรรวมแล้วตกคนะไม่กี่สิบบาท หลังจากเดินกลับจากถ้ำมาถึงบริเวณที่จอดรถแล้ว ใครเหนื่อยก็หาซื้อน้ำดื่มแก้กระกายได้ ตรงนี้มีร้านเล็กๆขายอยู่ 1 ร้านครับ เมื่อพร้อมกันทุกคนแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อเพื่อไปล่องเรือ Kayak ผ่านแม่น้ำ เพื่อกลับแพครับ คุณปุ๊ยเจ้าของแพก็พาเราขึ้นรถเพื่อไปที่จุดเริ่มต้นการล่องเรือ ซักพักก็มาถึงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำ รถก็จอดและให้พวกเราเดินลงไปตรงโคนสะพาน มาถึงตรงนี้ก็มองเห็นเจ้าหน้าที่ส่วนนึง ลากเรือ Kayak มาให้เราพร้อมอยู่แล้ว ว่าแล้วคุณปุ๊ยก็เริ่มแจกจ่ายไม้พายให้ทุกคนพร้อมกับอธิบายวิธีการพายเรือให้พวกเราฟังอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัย สำหรับกิจกรรมตรงนี้ถ้าใครไม่กล้าพายก็สามารถนั่งกลับพร้อมเรือหางยาวที่ลากเรือ kayak มาให้เราได้หรือจะนั่งเรือ Kayak แล้วให้เรือหางยาวลากไปก็ได้ครับถ้าขี้เกียจพาย แต่กลุ๊ปทั้งหมดวันนี้ตัดสินใจพายเรือทุกคน ตลอดทางที่พวกเราพายเรือไปเจ้าหน้าที่ขับเรือหางยาวจะคอยขับดูพวกเราตลอดทาง เผื่อว่าไม่ไหวจะได้รับพวกเราขึ้นเรือ สำหรับผมนั้นชอบพายเรืออยู่แล้วครับ ก็พายล่องแม่น้ำไปเรื่อยๆ เนื่องจากไม่ได้พายสวนทิศทางน้ำก็เลยพายง่าย พายไปเรื่อยๆระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรครับ ^^" ไกลน่าดู พายไปซักพักเมื่อยๆก็แค่ประคองเรือให้ไหลตรงๆ ไม่ต้องพายมากมันก็ไหลไปตามน้ำอยู่แล้วครับ ตลอดเวลาที่พายเรือไปสองข้างทางก็มีต้นไม้สูงใหญ่ สลับกัลมีบ้านคนเป็นพักๆ บางคนก็ลงมาอาบน้ำพร้อมลูกในแม่น้ำ เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกดีจริงๆ ชีวิตในกรุงไม่มีภาพเหล่านี้ให้ผมเห็นได้เลย พายไปซักพักก็เริ่มมองเห็นแพของเราอยู่ข้างหน้า ก็เตรียมตัวบังคับเรือให้ชิดขวาเพื่อเทียบท่าลงแพ ระยะทาง 3 กิโลเมตรที่ผ่านมา ผมใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครับ หลังจากขึ้นมาที่แพแล้วก็ถือว่าหมดกิจกรรมในวันแรกแล้ว ตอนนี้ต่างคนก็ไปเล่นน้ำหน้าแพ ที่เขาเอาไม้ไผ่มามัดต่อกันให้เราเล่นน้ำหน้าแพ หลายๆคนก็อาบน้ำหน้าแพเลย ช่วงนี้ฟ้ายังครึ้มๆนิดหน่อย แดดไม่มีก็เลยเล่นกันเย็นสบาย จนเวลาเริ่มเย็นก็ได้เวลามื้อค่ำแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เดินมาเรียกเรา มื้อนี้มีกับข้าวหลายอย่างมาก อยากรู้ว่ามีอะไรบ้างก็ดูตามรูปได้เลยครับ อาหารที่นี่ ที่ผมชอบที่สุดคือต้มยำครับ เขาทำรสชาติออกมาได้แซบมากครับ อาหารอื่นๆก็อร่อย ปลาก็ตัวใหญ่ อร่อยจริงๆครับไม่นึกว่าราคา Package ถูกแบบนี้จะให้เราได้ขนาดนี้ นับว่าไม่ผิดหวังจริงๆที่ตัดสินใจมาที่นี่ ส่วนคืนนี้ก็นอนดูดาว ทั้งที่เมื่อตอนเย็นยังฟ้าครึ้มอยู่เลย ตกกลางคืนก็ยังมีดาวให้เราได้เห็นกัน ถึงแม้จะไม่มากนัก แต่ก็ช่วยให้ได้บรรยากาศยามค่ำคืนที่ดีครับ สำหรับคนที่มักจะหิวช่วงดึกๆ ที่นี่เขาจะมีเรือเสบียงครับ เป็นเรือหางยาวแม่ค้าเขาล่องแม่น้ำมาขายก๋วยเตี๋ยวขนมส้มตำและเครื่องดื่ม ให้แพต่างๆ สนใจอยากลองชิมก็ได้ครับ |
ออกไปรับอีกกลุ่มที่เพิ่งมา พื้นแพไม่มีเสี้ยนแน่นอนจ้า จากหน้าห้องพักมองไปทางครัว มองไปฝั่งตรงข้าม มีแพจอดให้คนเล่นน้ำด้วย (น่ารักหรือเปล่าน้า..) นั่งพักหลังอิ่มเต็มที่ เตรียมตัวก่อนไปทำกิจกรรม ระหว่างทางไปถ้ำ วิวสวยมาก วิ่งไปซักักเริ่มเข้าป่าเรื่อยๆ มาถึงแล้วเริ่มเดินเท้าต่อไป ไหนๆก็มาถึงเส้นทางศึกษาธรรมชาติทั้งที ขอศึกษาหน่อย อืม..ธรรมชาติอันนี้น่าดูกว่า ไปซักพักเจอป้ายบอกทางแยก เดินต่อไป.. ดอกนี้สวยดี มาศึกษาธรรมชาติต่อ มาถึงหน้าถ้ามีป้ายบอกข้อมูลนอนพักอยู่ เริ่มเข้าถ้ำได้..ทางเข้าเล็กนิดหน่อย ไกด์ผู้นำทางของเราครับ ท่านี้เท่ห์ไหมครับ หินยอกหินง้อย...หินงอกหินย้อย!! ตรงนี้เขาว่าเป็นรูปเจดีย์อะไรซักอย่างนี่แหละ มีปูซ่อนอยู่ด้วย บางห้องต้องมุดนิดนึง ทางมันแคบ..ระวังหัวนิดนึง ลอยมือใครหว่า.. ตรงนี้เขาว่าเป็นรูปหมาป่า ต้องตะแคงหัวมอง อันนี้เป็นรูปขาคน อันนี้เป็นรูปหมาน้อย.. ในถ้ำมีค้างคาวห้อยหัวเยอะแยะเลย กำลังบรรยายอยู่ ตรงนี้เรียกว่าผ้าม่าน ตรงนี้เขาว่าเหมือนมัมมี่ ที่เห็นเป็นส่วนหัว มีส่วนตัวและขาด้วยนะ แหงนหน้าขึ้นมาเห็นเหมือนโรงเลย..เขาว่ามัมมี่ล่วงจากตรงนี้ลงมา มุดกลับออกจากห้อง แถมอีกรูป เฮ้อ..ออกจากถ้ำแล้ว Freeeeedommmm!! เดินกลับออกจากถ้ำ ต้นไม้สูงมากมายเลย มาถึงจุดล่องเรือต่อเพื่อกลับแพ คุณปุ๊ยกำลังอธิบายการพายเรือ เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง ต้องกลับแพให้ได้ ส่วนผมก็ตามไปอย่างไม่ลดละ ฮุ่ยเล่ๆ ฮุ้ย... เริ่มทิ้งช่วงไปเรื่อยๆ กัปตันกำลังดูทิศทางลม กลับมาถึงแพก็ เล่นน้ำ อาบน้ำ กันซะหน่อย มาดูอาหารมื้อดึก ปลาสามรส เผ็ดนิด เปร๊ยวหน่อย หวาน เค็ม(นี่มัน4รสแล้วนี่นา) ยำหมูยอและอื่นๆ มากมายด้วยของอร่อย อย่างสุดท้ายของคืนนี้ มาถ่ายรูปแพลากฝั่งตรงข้าม |
:: Copy Left 2005 by Kapom.com :: |