สวัสดีจ้า อย่างที่เคยบอกไว้ว่าปีนี้ได้เที่ยวหลายที่เลย ตั้งแต่ต้นปี แต่ว่าจากนี้ไปคาดว่าจะไม่ได้ไปไหนอีกนาน เพราะตังค์หมด 555 ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยไปหางานพิเศษล้างจานเก็บเงินเที่ยวใหม่ ทริปนี้เป็นทริปที่ลุยมากๆสำหรับผม เพราะตั้งแต่เที่ยวมา ผมแทบไม่เคยได้ไปไหนที่สมบุกสมบันแบบนี้มาก่อน ทริปนี้ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาสก แต่คราวนี้ไม่ได้ลุยเองเพราะไปกับทัวร์ Trekkingthai.com ที่นี่เขาขึ้นชื่อว่า ไม่ว่าจะพาคุณไปที่ไหน คุณไม่มีทางได้นอนเฉยๆแน่ๆ เขาจะหากิจกรรมให้เราทำ ให้สมกับชื่อว่า Trekking ยังไงก็ตามคุณจะได้รับรู้ความรู้สึกของชีวิตแบบ Adventure ไม่ว่าจะ Adventure นิหน่อย(เขาบอกมาแบบนี้) ดังที่ผมได้ไปมา หรือแบบสมบุกสมบันกว่านี้ คุณเลือกได้ครับ ใครสนใจก็ลองอ่าน Review ครั้งนี้ของผมก่อนแล้วค่อยตัดสินใจนะครับ ว่าสนใจที่จะไปลุยแบบผมหรือเปล่า ทริปนี้จริงๆมีแผนมาตั้งนานแล้ว เนื่องจากมีพี่ที่ผมรู้จักคนนึงเขามีรุ่นน้องที่รู้จักกัน ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งและที่แผนกที่รุ่นน้องคนนี้เขาได้ร่วมใจกันจะไปเที่ยว ก็เลยได้ชวนพี่คนนึงคนนั้น แล้วพี่คนนั้นก็มาชวนผม ผมก็ไปชวนเพื่อน เรื่องราวอาจจะดูซับซ้อนไปหน่อยก็ช่างมันเถอะครับ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ที่สำคัญคือทริปนี้ไปกันทั้งหมด 30 ชีวิต ถือว่าเยอะมาก พวกเราไปกันวันที่ 24-26 มีนาคม 2550 ราคาค่าทริปนี้คือ 4,100 บาท ราคานี้รวมค่ารถตู้พาเราเดินทางจากกรุงเทพไปและกลับสุราษฏร์ธานี แต่ถ้าไม่ไปกับรถตู้จะเดินทางไปเอง เขาลดให้ 1000บาทครับ พวกผมหลายคนตัดสินใจเดินทางไปเองโดยรถไฟ เพราะเห็นว่าสะดวกสบายกว่า การเดินทางเลยเริ่มต้นตั้งแต่ 18.20 น.ของวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม 2550 บางคนขึ้นรถไฟที่หัวลำโพงเลย ส่วนผมในวันนั้นต้องไปดูงานที่ฉะเชิงเทรากว่าจะกลับมาถึงกรุงเทพ เลยขอไปขึ้นรถไฟที่สถานีบางซื่อ เพราะอยู่ใกล้บ้านมากกว่าแถมนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปแป็บเดียวก็ถึงแล้ว เมื่อได้ขึ้นรถไฟแล้วก็เป็นอันสบายใจว่าได้ไปเที่ยวแน่นอน บนรถไฟเกือบทั้งโบกี้นั้นเป็นพวกเราเกือบทั้งหมดครับ เรียกได้ว่าเหมาโบกี้เลยก็ได้ ก็สบายดีครับเฮฮาได้ ไม่ต้องเกรงใจใคร ซักพักก็มีการแนะนำตัวให้รู้จักกับทุกคน มาทริปนี้ก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะแยะไปหมด ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ท่องเที่ยวที่ดีเยี่ยม 555 แบบนี้เราก็มีเพื่อนหาเรื่องเที่ยวเพิ่มแล้ว สบายใจเฉิบ ระหว่างที่อยู่บนรถไฟพวกเราก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พร้อมๆกับกินขนมแสนอร่อยที่กุ้ง(จริงๆเป็นพี่เรานะแต่ไม่ยอมให้เรียกพี่) ทำมาให้กิน ตอนแรกก็นึกว่าเหมาร้านเบเกอรี่มาทั้งร้าน เอามาเยอะมาก อร่อยด้วย อร่อยจริง ๆนะไม่ได้โม้ เอาไว้เปิดร้านเมื่อไหร่จะไปช่วยอุดหนุนซักบาทสองบาท 555 ล้อเล่นนะ... พอเริ่มดึกหน่อยหลายๆคนก็เริ่มเข้าเฝ้าพระอินทร์(นอนหลับนั่นเอง) เพื่อเก็บแรงไว้ตลุยในวันรุ่งขึ้น แต่สำหรับผมกับเพื่อนบางคน ยังไม่อยากนอนก็เลยเดินชมรถไฟเล่น ไปจนถึงตู้เสบียง ด้วยความหวังว่าจะหาอะไรดื่ม คงไม่ต้องบอกว่าอะไรนะ หุ หุ ตู้เสบียงของขบวนรถไฟขบวนนี้ต่างจากที่ผมจินตนาการไว้เยอะ เพราะมันเหมือนกับยก pub มาเปิดบนรถไฟ แสงไฟสลัว ฝรั่งนั่งพูดคุยกันดื่มเบียร์ มีอาหารเสริฟมากมาย โอ้..อะไรกันนี่ ไม่น่าเชื่อจริงๆ เมื่อคิดได้ยังนั้นพวกเราก็เลยจับจองหาที่นั่งดื่มกันซะเลย 555 จริงๆแล้วจะมานั่งสังเกตการณ์เพื่อจะเอาเรื่องมาเขียน diary นั่นแหละไม่ได้อยากดื่มเท่าไหร่เล้ยย จริงๆนะ ...ที่นี่มีบริกรจะเรียกสาวหรือชายดี เพราะเธอเป็นทั้ง2ใน1เดียว แอบสอบถามมาได้ความว่าเธอชื่อ นาตาลี กรึ๋ย... นาตาลี กานาคอนดา หรือเปล่าหว่า เอาเถอะยังไงพวกเราก็นั่งดื่มพูดคุยกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เหมือนจะคุ้นเคย ระหว่างนั้นรถไฟก็แล่นผ่านจากอำเภอนึงไปอำเภอนึงเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปดึกเท่าไหร่จำไม่ได้ รู้แต่ว่าง่วงแล้วก็เลยแยกย้ายกันกลับโบกี้และก็ล้างหน้าแปลงฟันนอนดีกว่า เช้านี้กี่โมงไม่แน่ใจเดาเอาว่าประมาณตี5นิดๆ ก็มีเสียงดังมาบอกว่า "ผู้โดยสารที่จะลงสุราษให้เตรียมตัวได้แล้ว" ด้วยตัวขี้เกียจที่เกาะอยู่เต็มตัวกำลังทำงานกันอย่างเพลิดเพลิน ทำให้ขี้เกียจลุกเหลือเกิน แต่ก็ไม่วายโดนเพื่อนปลุกให้ตื่น ก็เลยต้องลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน และเข้าห้องน้ำ ตอนเข้าห้องน้ำก็เห็นป้ายว่า "ห้ามเข้าห้องน้ำขณะจอดอยู่สถานี" ก็เข้าใจว่าถ้าอยู่สถานีแล้วเข้าเนี่ย สงสารคนอื่นที่เขายืนรออยู่ตรงสถานี เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเหลือไว้มันจะล่วงลงไปที่พื้นราง คงไม่ดีแน่ แต่วินาทีนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารถไฟใกล้จะถึงสถานีแล้ว จู่ๆกำลังสบายใจกับการปลดปล่อยความทุกข์ พลันรถไฟก็เลื่อนเข้าสถานีอย่างช้าๆ เราจะทำเยี่ยงใดดี เกิดการต่อสู้กันในหัวว่าจะทำอย่างไร สุดท้ายได้ผลสรุปว่า ช่างมันเถอะยังไงก็จะเข้า เหอๆ ใครที่ไม่เคยเข้าห้องน้ำในรถไฟผมแนะนำว่าลองซักครั้งจะติดใจ(หรือเปล่า) มันลุ้นระทึกจริงๆนั่งๆไป รถไฟก็โยกไปโยกมา แถมยังลุ้นไปด้วยว่าใกล้ถึงสถานีหรือยัง ความตื่นเต้นของทริปนี้เริ่มตั้งแต่เข้าห้องน้ำ เมื่อรถไฟเข้าจอดถึงสถานี พวกเราทุกคนก็เตรียมตัวพร้อมหมดแล้ว ทันใดที่รถไฟจอดเทียบท่าสถานี พลันนั้นพวกเราก็ก้าวขาลงอย่างราชสี(เมี๊ยวๆ) เดินเยื่องกรายเข้าสู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี หันซ้ายแลขวา..เจ้าหน้าที่ Trekkingthai อยู่ไหนหว่า มองหาไม่เจอทันใดนั้นพวกเราก็กลายเป็นลูกหมาหลงทางทันที 555 ซักพักก็ต้องโทรศัพท์สอบถาม ก็ได้ความว่าเขาเอารถตู้มารอเราอยู่แล้ว จริงๆมองตรงไปก็เจอเลย ทำไมตอนแรกมองไม่เห็นหว่า เมื่อเดินไปถึงรถตู้ ก็จัดการเอาสัมภาระทั้งหมดขึ้นรถ แล้วก็เดินไปนั่งรับประทานอาหารมื้อแรกของทริปนี้ ข้าวต้มลูกครึ่ง เหตุผลที่ต้องเรียกแบบนั้นเพราะว่า มันทำให้พวกเราเถียงกันอยู่นานว่ามันคือข้าวต้มหรือโจ๊กกันแน่ มันคือลูกครึ่งข้าวต้มโจ๊ก หลังจากที่พิสูจน์ด้วยปากของทุกคนแล้วก็สรุปได้ว่ามันคือข้าวต้มครับ ทานคู่กับปาท่องโก๋ แถมด้วยชาเย็น ชาร้อน กาแฟ โอวัลติน แล้วแต่จะสั่ง ก็อร่อยดีเป็นมื้อแรกยามเช้า อากาศตอนนี้ก็ไม่ร้อนไม่เย็น นานๆผมจะมีโอกาสได้เห็นเมืองช่วงเช้ามืดกับคนอื่นซักที เพราะว่ามักจะตื่นสาย อากาศตอนเช้ามันดีอย่างนี้นี่เอง ชวนให้อยากตื่นเช้า แต่ก็ได้ข้อสรุปว่าขอนอนต่อดีกว่า 555 หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จพวกเราก็แยกย้ายกันไปหาซื้อขนมเครื่องดื่มและเครื่องใช้กันซักพัก ก็กลับมาขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปอุทยานแห่งชาติเขาสก สถานที่ปลายทางคือ เขื่อนรัชประภาหรืออีกชื่อคือเขื่อนเชี่ยวหลาน ทางทัวร์ได้จัดรถตู้3คันเพื่อรองรับสมาชิกทัวร์ทั้งหมด 30 คนโดยแต่ละคันจะมีไกด์ประจำรถ 1 คนครับไกด์ของเราชื่อพี่รี่ ต้องบอกกันอีกซักนิด เหมือนกับที่ทางทัวร์ได้บอกกับเราเสมอว่า ทัวร์ของที่นี่ไม่เหมือนของที่อื่น เพราะว่าเขาเน้นให้เราเข้าถึงธรรมชาติ การอำนวยความสะดวกสบายนั้นแค่ระดับนึง พวกเราต้องช่วยตัวเองบ้างพอให้รู้ว่า ไม่ได้เป็นง่อย ที่พักที่เขาจัดให้ก็แล้วแต่โอกาสบางที่ก็เป็นแบบเข้าถึงธรรมชาติเหมือนคืนแรกที่เราไปพัก บางทีก็สวยและดีจนน่าใจหายเหมือนคืนที่2ที่ได้ไปพัก อันนี้ก็แล้วแต่โอกาสของทางทัวร์เขาจะหาให้ได้ ผมก็เชื่อว่าเขาก็คงจะอยากหาที่ ที่ดีที่สุดให้เราเหมือนกัน และความพิเศษอีกอย่างของที่นี่คือ เขาจะปรับเปลี่ยนทริปตามสถานะการณ์เฉพาะหน้า เพราะการมาทริปแบบนี้ บางครั้งสภาพอากาศหรือสภาพภูมิประเทศที่คาดเดาไม่ได้ก็อาจจะส่งผลทำให้เกิดอันตรายได้ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนบ้างแล้วแต่กรณีไป แต่พี่ไกด์ประจำกลุ่มผมก็บอกว่า ยังไงก็ตามต้องหาทางให้ลูกไกด์ได้ทำอะไรแน่ๆไม่ให้เบื่อ ^^ กลับมาเข้าเรื่องต่อดีกว่าหลังจากนั่งรถมาประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงเขื่อนรัชประภา เจ้าหน้าที่หยุดรถเพื่อให้พวกเรา ลงไปถ่ายรูปและแวะเข้าห้องน้ำก่อนที่จะไปขึ้นเรือเพื่อเริ่มต้นการเดินทาง ไปชมสถานที่ ที่เขาเรียกกันว่า "กุ้ยหลินเมืองไทย" หลังจากที่ทุกคนได้ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว และได้ถ่ายรูปกันเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็เรียกพวกเราให้ขึ้นรถเพื่อเดินทางไปขึ้นเรือ จากตรงนี้ไปขึ้นเรือก็ไม่ไกลเท่าไหร่ขับรถไม่ถึง10นาทีเมื่อไปถึงที่นัดหมาย เรือหลายลำก็จอดรอพวกเราอยู่แล้ว พวกเราขึ้นเรือตามกลุ่มที่แบ่งไว้ตั้งแต่แรก ตลอดเวลาที่นั่งเรือไปก็นั่งชมทิวทัศน์ที่แปลกตา พวกเราใช้เวลานั่งเรือประมาณ 45 นาที (ผมเดาเอาเองลืมดูเวลา) พวกเราก็มาถึงส่วนที่เป็นเขาสูงสวยงาม ที่เรียกว่ากุ้ยหลินเมืองไทย พี่ Steve คนขับเรือของเราก็ได้พาเราลัดเลาะไปตามซอกเขา เพื่อถ่ายรูปสวยๆงามๆ จนพาเราไปถึงจุดไคล์แมกส์ของงานนี้คือก้อนหิน 4 ก้อน(เขาใช้ก้อนหิน4ก้อนนี้โปรโมทตลอดเลย) หลังจากที่ผลัดเปลี่ยนกันมาถ่ายรูปหน้าเรือคู่กับหินทั้ง4ก้อนแล้ว พี่ Steve ก็พาพวกเราไปที่แพนางไพร เพื่อแวะพักเข้าห้องน้ำล้างหน้าและก็ให้อาหารปลา ตอนแรกผมเข้าใจว่าเราจะมาทานมื้อเที่ยงกันที่นี่ อุตส่าห์ดีใจ แต่ก็ต้องดีใจเก้อ เพราะซักพักเขาก็เรียกพวกเราขึ้นเรือต่อเพื่อเดินทางไปสู่ แพที่พักคืนนี้ของพวกเรา นั่นก็คือ "แพโตนเตย" นั่นเอง |
|
เมื่อมาถึงที่แพแล้วพวกเราก็ขนสัมพาระลงจากเรือ และไปนั่งรอที่โรงอาหารของแพ เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่เขาจัดการเรื่องห้องพักให้เสร็จ นั่งรอซักพักพวกเราก็ได้เอาของต่างๆเข้าไปเก็บที่ห้องพัก วันนี้ที่พวกผมเดินทางไปพักที่แพมีฝรั่งมาพักด้วย หลายคนยังนึกแปลกใจเสมอว่า ฝรั่งมันรู้จักที่นี่ได้ยังไง ผมว่านะแม้แต่คนไทยเองหลายๆคนยังไม่รู้จักที่นี่เลย เพราะผมเองตอนแรกก็ไม่รู้จักเหมือนกัน(เอ๊ะ หรือเป็นที่เราคนเดียวหว่า) ห้องพักที่แพที่นี่ไม่ได้สร้างมาแบบสวยงามมาก แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรภายในห้องพักมีเตียง หมอน มุ้ง ประตูห้องที่ผมพักปิดล๊อคไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าห้องอื่นล๊อคได้หรือเปล่า จากทางเข้าด้านหลังห้อง ตรงไปก็จะเป็นประตูด้านหน้าแพ เมื่อเปิดประตูด้านหน้าแพออกไปก็สามารถกระโดดน้ำเล่นได้ หรือใครจะอาบน้ำหน้าแพเลยก็ยังได้ เมื่อเก็บข้าวของเสร็จแล้วก็ออกไปทานอาหาร สำหรับอาหารที่แพนี้ถ้าดูไปแล้วเหมือนจะเป็นอาหารธรรมดาๆทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ว่าถ้าหากลองได้ชิมแล้วจะรู้ว่าแม่ครัวที่นี่ทำอาหารอร่อยมากครับ ผัดผักธรรมดายังอร่อยเลย (อยากรู้ว่าอร่อยยังไงก็ต้องลองมาชิมเองครับ ^^) หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเข้าห้องน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมตัวไปลุยสำหรับกิจกรรมแรกของเรา นั่นก็คือการเดินทางเพื่อไปสู่จุดชมวิว หรือที่เขาเรียกว่า View Point นั่นเอง เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วเรือก็เริ่มออกเดินทาง โดยมีพี่ Steve ของเราเป็นโชเฟอร์และเป็นไกด์สำหรับเดินป่า เรียกว่าคนเดียวทำหน้าที่คุ้มเลย ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง พวกเราก็มาถึงจุดเริ่มต้นของการเดินป่าในครั้งนี้ ในการเดินป่าครั้งนี้ เราใช้เวลาเดินกันประมาณชั่วโมงกว่าๆ ตลอดทางที่เดินป่า มีต้นไม้นานาพรรณ สูงใหญ่มากมาย เห็นแล้วรู้สึกหายเหนื่อยเลย ป่ายังคงอุดมสมบูรณ์และสวยงาม ทางที่เราเดินก็ไม่ได้สะดวกสบายมากนัก บางครั้งก็เป็นเหมือนเหวเล็ก ทางเดินแคบๆ บางทีก็ต้องปีนข้ามขอนไม้บ้าง จนมาได้ซักพัก ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงที่เป็นหินปูน พวกเราต้องปีนหินขึ้นไป ตรงจุดนี้ต้องเดินระวังนิดนึง เพราะว่าถ้าพลาดคงโดนหินบาดลึกแน่ๆ ระหว่างทางที่เดินก็มีเสียงฟ้าร้องดังเป็นระยะๆ ทำให้หวาดเสียวกลัวว่าถ้าฝนตกกล้องถ่ายรูปที่เอามาจะเปียกหรือเปล่า เพราะไม่ได้เตรียมอะไรมาป้องกันเลย โชคดีที่ฝนไม่ตกจนพวกเราขึ้นไปถึงจุดชมวิว เมื่อบอกว่าเป็นจุดชมวิวทุกคนอาจจะจินตนาการถึงลานกว้างๆยืนกันได้หลายๆคน หามุมถ่ายรูปกันได้ 180 องศา คราวนี้จะรู้ว่าคิดผิดครับ เพราะว่าพื้นที่สำหรับถ่ายรูปมันมีอยู่ตรงโขดหินที่ยื่นออกไปนิดเดียว ระหว่างที่คนนึงถ่ายรูปอยู่ คนอื่นๆก็ต้องยืนเกาะผาหินปูนรอ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากครับ ถ้าไม่เล่นพิเรนต์ก็คงไม่ตกไปไหน และก่อนที่ทุกคนจะเปลี่ยนใจไม่ไปกันซะก่อน ผมอยากจะบอกว่าวิวข้างบนนี้สวยมากครับ เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับที่เหนื่อยเดินขึ้นมาจริงๆ น่าเสียดายที่ภาพที่ถ่ายมามันสวยไม่เท่าของจริง หลังจากที่เปลี่ยนกันถ่ายรูปได้ซักพัก ฝนก็ทำท่าจะตก พวกเราก็เริ่มทะยอยกันลง ระหว่างเดินลงเราก็จะสวนกับคนอื่นๆที่เพิ่งจะเดินขึ้นมาถึง โชคดีที่เรามาเร็วก็เลยไม่ต้องรอคิวถ่ายรูปนาน ระว่างการเดินกลับฝนก็ตกลงมาตลอดทาง แต่ก็ยังดีที่ตกไม่แรงมากนัก แค่พอทำให้เย็นๆ ระหว่างเดินลงผมก็เอากล้องยัดเข้าไว้ในกระเป๋าให้ลึกที่สุดกลัวเปียก เดี๋ยวกล้องจะพังซะก่อน การเดินลงรู้สึกว่าเราจะทำเวลาได้ดีกว่าเดินขึ้น หลังจากที่ลงมาถึงที่เรือแล้ว ทางไกด์ก็มีบริการน้ำอัดลมให้พวกเราระหว่างรอเพื่อนคนอื่นๆที่ยังไม่กลับลงมา พอได้รับน้ำหวานน้ำอัดลมเข้าไปก็รู้สึกมีกำลัง อยากกลับขึ้นไปอีกรอบ(แต่ไม่เอาดีกว่า 555) จริงๆก็แอบรู้สึกเสียดายนิดๆเพราะว่า ตอนที่อยู่บนจุดชมวิวอากาศดีมาก วิวก็สวยแต่ต้องรีบลงก่อนเพราะกลัวฝนตก นั่งรอกันซักพักสมาชิกคนอื่นๆก็เริ่มทะยอยกลับลงมาจนครบก็เดินทางกลับแพ ระหว่างที่เดินทางกลับแพก็มีฝนตกลงมานิดหน่อย ทำให้บรรยากาศรอบๆสวยงามมากครับ เมฆลอยลงต่ำมาก ลงมาถึงระดับเขา บางช่วงเมฆก็ลอยมาบังภูเขาทั้งลูก โผล่มาแต่ส่วนยอด ดูๆแล้วเหมือนวิมานลอยฟ้าเลย จริงๆฝนตกก็ดีเหมือนกัน อาหาศเย็นสบายทิวทัศน์รอบข้างก็สวย สวยมากแตกต่างจากตอนนั่งเรือมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนั่งเรือกลับมาถึงที่แพ ทุกคนก็ต่างคนแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว อาบน้ำและพักผ่อน รอทานมื้อเย็น ในส่วนของมื้อเย็นวันนี้ เริ่มเวลา 18.30 น. อาหารมื้อเย็นก็ยังอร่อยเหมือนเดิม แสดงว่าในช่วงที่เราไปเดินป่ากลับมา แม่ครัวยังฝีมือไม่ตก หลังจากทานอาหารกันเป็นอันเรียบร้อยแล้ว ก็ต่างคนต่างแยกย้ายเข้าที่พัก น่าเสียดายที่คืนนี้น้ำแข็งหมด เครื่องดื่มที่เราเตรียมมาก็หมดโอกาสทำหน้าที่ของมัน พวกเราก็เลยนั่งร้องเพลงเล่นกีตาร์ บางคนก็หารายได้พิเศษ ทางแพได้แจ้งเราไว้ว่าจะหยุดจ่ายไฟตอนเวลา 22.00 น. ทำให้เมื่อถึงเวลา 21.30 น.พวกเราก็รีบไปแปรงฟันก่อนที่ไฟจะดับ และเตรียมตัวปิดไฟเข้านอน คืนนี้พวกฝรั่งได้ไปยึดบริเวณโรงอาหารตั้งวงกินเหล้าเบียร์ ไม่เข้าใจว่าทนกินไปได้ยังไงน้ำแข็งก็ไม่มี ตอนแรกกะจะเอาเชือกมันกระป๋องแช่น้ำเผื่อจะเย็น แต่ว่าน้ำที่นี่มันไม่เย็นครับ เขาบอกว่าไม่ว่าจะยังไงมันก็อุ่นแบบนี้ เศร้าเลยเรา ตกดึกพอจะนอนจริงๆ พวกฝรั่งดันเปิดเพลง Dance กันมันส์เสียงดังลั่นป่าเลย ทำให้พวกผมรู้สึกเซ็งนิดๆ แต่ก็เซ็งได้ไม่นาน ด้วยความเหนื่อยจากการเดินป่าวันนี้ ผมก็หลับไปไม่รู้ตัวเลยครับ |
ทิวทัศน์รอบๆระหว่างนั่งเรือไปแพโตนเตย ภาพที่พักของแพโตนเตย นั่งรออาหาร ตรงนี้เป็นมุมครัว สังเกตว่าวัตถุดิบเพียบ เพื่อรองรับ บรรดากระเพาะเหล็กอย่างพวกเรา อ๊ะๆตาวิเศษเห็นนะ ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง ขาใครเป็นขาใครดูเอาเอง ทางเดินไปที่พัก บริเวณหน้าห้องพัก เล่นน้ำได้ ภายในห้องพัก ประตูทางเข้า ปิดได้แค่นี่เอง ^^" เริ่มจับจองเป็นเจ้าของเตียง ปลาทอดแสนอร่อย อาหารมื้อกลางวัน และกับข้าวอื่นๆ อร่อยแสน โดยเฉพาะแกงไตปลาอร่อยมาก มาดูห้องน้ำกันบ้าง ตรงนี้คืออ่างล้างหน้า ภายในห้องน้ำของผู้ชายมี 2 ห้องอาบน้ำ และ 2 ห้องส้วม ของทางฝั่งผู้หญิงผมไม่รู้นะครับ แฮ่ๆ มองจากห้องน้ำลงมาที่แพ ทำให้รู้ว่าใครจะเข้าห้องน้ำ ให้เตรียมตัวล่วงหน้าดีๆเดี๋ยวไม่ทัน แม้ขับเรือยังสวมหมวกกันน๊อคและคุณล่ะขับรถยนต์ทำไมไม่สวมบ้าง เริ่มเดินป่าไปจุดชมวิว สังเกตว่ายังหล่อๆสวยๆกันอยู่ (หมายถึงหล่อสวยในมุมข้างหลัง) เดินเข้าป่าไปเรื่อยๆ ชักสงสัยว่าจะพาไปเราไปขายเป็นแรงงานหรือเปล่า ระหว่างทางก็เก็บเห็ดกิน จึ๋ย..ไม่จริงน้า เด็กๆอย่าทำ โฉมหน้าพี่ Steve จิงๆชื่อพี่สันติ แต่แอบเท่ห์ชื่อ Steve ขอชมว่าแกมุขเยอะมาก เริ่มปืนหน้าผาได้ พี่ Steve ยืนเป็นกำลังใจให้ทุกคน รองเท้าคู่ชีพ..ซื้อก่อนวันมาคู่ละ 2 ร้อยกว่าบาท เพ่ Steveeee รอโด้ยยย เอ้า!! เร็วรีบเดินหน่อยเดี๋ยวจะค่ำเสียก่อนจะถึงอโยธยา เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มาดูกันว่าทางเริ่มชันแค่ไหน เดะๆ จริงมะพวกเรา(เฮือก!!ม่ายจริง) เร็วๆคนข้างหลังรออยู่ นี่พวกเรามาทำอะไรกันเนี่ย (เริ่มคิดละ) เย้!!ถึงแล้ววิวบนนี้สวยมากๆ มุมหินทางซ้ายนี้ที่ทุกคนต้องมานั่งถ่ายรูป ฝนเริ่มทำท่าจะตก (ก็บอกแล้วให้ขยันเรียน) มองจากหน้าผาลงไป อึ๋ย..น่ากัว แถมรูปอีกนิดกดมาเยอะเลย กลัวไม่คุ้ม ผลัดกันมาถ่ายรูป พื้นที่มันน้อยๆแบ่งๆกันไป ระหว่างทางกลับ ยังมีกะใจจะถ่ายรูปอีก แอบเห็นมีสลักต้นไม้ไว้บอกทาง อืม..อยากถ่ายน่ะ เย้ ลงมาถึงเรือแล้ว เตรียมตัวกลับ ฟ้ายังครึ้มอยู่เลย วิวตอนนั่งเรือกลับสวยมาก มื้อดึกแสนอร่อย ปลาแรดทอดราดพริกตัวใหญ่ๆ แสนอร่อย ฝรั่งตั้งวงกินเหล้า เราเข้านอน |
:: Copy Left 2005 by Kapom.com :: |