![]() |
[ หน้า Update 1 ] [ หน้า Update 2 ] |
สวัสดีครับ หลังจากไม่ได้ update เรื่องไปเที่ยวมานานเพราะแทบจะไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลยเนื่องจากงานท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คราวนี้ผมก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวระยองอีกครั้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ งานนี้ได้ไปนอนแพครับ แถวๆบ้านเพนั่นเอง เป็นแพที่ตั้งอยู่ที่เขื่อนกันคลื่นบริเวณท่าเรือข้ามไปเสม็ด โดยที่นี่จะจัดเป็นแบบPackage นะครับ คือเหมาจ่ายไปเลย หัวละ 900 บาท เดี๋ยวเขาจะจัดการเรื่องอาหารการกินทุกอย่างให้เราเอง พร้อมเรือมารับเราที่ฝั่ง งานนี้ผมไปค้างคืนวันที่ 12 เมษายน 2549 ครับก่อนสงกรานต์1วันเนื่องจากว่า วันสงกรานต์นั้นทางแพเต็มหมดครับ ตอนนี้คิดว่าทุกคนคงอยากทราบรายละเอียดกันแล้ว ถ้ายังงั้นก็ตามผมมาได้เลยครับ [ Day 1 : ] วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าตั้งแต่ 7.00 น. เนื่องจากกลัวว่ารถจะติดจึงรีบออกเดินทางกันแต่เช้า เราใช้เวลาเดินทางกันประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็ไปถึงระยอง ขณะนั้นเวลาก็เพิ่งจะ 9.30 น. โดยประมาณ เราก็ได้ไปเดินเล่นที่ตลาดบ้านเพ หาอะไรทานรองท้องกันไปก่อน (สามารถดูรูปตลาดบ้านเพได้ที่ หัวข้อท่องเที่ยวเรื่อง "ไปเที่ยวระยอง" นะครับ) เมื่อหาอะไรรองท้องกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้ขับรถเที่ยวเพื่อหาบ้านพักสำหรับคืนที่ 2 เนื่องจากที่แพเราจองได้คืนเดียว กว่าจะวนหาที่พักได้เวลาก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงแล้ว พวกเราก็เลยแวะไปดู Aqualiam กันซะหน่อย หลังจากนั้นเวลาประมาณบ่ายโมงพวกเราก็ได้ ไปหาซื้อสะเบียงสำหรับค้างหนึ่งคืนบนแพ และก็พร้อมที่จะไปรอที่จุดนัดพบ เมื่อไปถึงจุดนัดพบผมก็จัดการโทรนัดคุณ "โทนี่" ผู้ดูแลแพที่อยู่บ้านเพนั่นเอง ก่อนโทรผมเองก็นึกอยู่นานถ้าเกิดโทรไปแล้ว ต้อง Speak English จะทำยังไงหว่า คิดอยู่ซักพักเมื่อได้ความก็จัดการโทรไปทันที อย่างไม่รีรอ....ตู๊ด ตู๊ด..ๆ ๆ ๆ (ตึก ตัก ตึก ตัก) แกร๊ก..สวัสดีครับ (โอ! พระเจ้าช่วยรอดๆ) หลังจากที่ได้ติดต่อแล้วคุณโทนี่ก็บอกกับเราว่า เดี๋ยวจะไปรับ พวกเราก็รอซักพัก ก็มีเรือรำนึงวิ่งผ่านคลื่นมาจอดริมฝั่ง ในขณะที่กำลังยืนลุ้นอยู่ว่าจะใช่หรือไม่นั้น ชายร่างใหญ่ผิวคล้ำจากเรือคนนึงก็เดินมาหา พร้อมกับพูดว่า "ผมโทนี่ครับ" เมื่อสอบถามกันได้ซักครู่ก็รู้ว่า วันนี้มี2กลุ่มที่จะมาพักที่แพ โดยเป็นเราเอง 1 กลุ่ม ขณะที่รอนั้นเองพวกเราต่างก็รอลุ้นว่า อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นใคร จะมีสาวๆโผล่มาอยู่แพเดียวกันใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืนหรือเปล่านะ ซักพักก็มีรถเลี้ยวเข้ามา โทรศัพท์คุณโทนี่ก็ดังขึ้น.. ใช่แล้วครับ อย่างที่ทุกคนคิด รถคันที่เลี้ยวเข้ามานั่นแหละ คืออีกกลุ่มหนึ่งที่จะไปกับเราในวันนี้ พวกเรายืนรอดูผู้ที่จะโผล่มาพร้อมกับดวงใจที่เต้น ตุ๊บ ตั๊บๆๆ และแล้วความหวังพวกเราก็แตกสลาย เมื่อพบว่า อีกกลุ่มที่จะไปคือครอบครัว พ่อ แม่ กับลูกประมาณ 10 ขวบ 2 คน พวกเราได้แต่ยืนเศร้าไว้อาลัยให้กับความหวังที่จากไปอย่างไม่หวนกลับมา ซักครู่คุณโทนี่ก็เรียกพวกเราขึ้นเรือ เพื่อมุ่งหน้าไปยังแพกันซะทีขณะนั้นก็เวลาประมาณ 14.30 น. เมื่อเราเดินทางไปถึงแพแล้ว ก็ต่างแยกย้ายกันไปที่แพของตัวเอง ห้องพักที่นี่สร้างง่ายๆแต่บรรยากาศสบายๆ ให้ความรู้สึกที่ดีมากทีเดียว ลักษณะห้องนอนนั้นไม่มีอะไรมาก มีฟูกกับมุ้งเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว ที่ผทชอบมากที่สุดหน้าจะเป็นบริเวณหน้าห้องนอน ที่มีที่นั่งใพวกเราได้นั่งพักกันรับลมเย็นๆ และที่บริเวณพื้นยังเจาะช่องให้เรานั่งเอาขาแช่น้ำทะเลเย็นๆไปด้วย...อ้อ..หลังจากนั้นผมก็ได้เดินไปสำรวจห้องน้ำ ห้องน้ำที่นี่หลังคาจะเป็นแบบเปิดโดยมีแสลนบังแสงให้ พื้นห้องน้ำเป็นไม้ตีห่างๆ ช่วยให้เวลาที่เราเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวหรืออาบน้ำก็ตาม เราสามารถที่จะมองเห็นปลาว่ายน้ำผ่านไปมาใต้ขาเราได้ เรียกได้ว่าให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ แบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน |
![]() เรือเฟอรารี่ลำงามที่มารับเราเพื่อเดินทางไปที่แพครับ ส่วนแพก็อยู่ไกลๆตรงเขื่อนกันคลื่นในรูปนี่เองครับ ![]() เริ่มออกเดินทางกันซักที หัวเรือมีไม้เป็นรูปไม้กางเขน ไม่รู้ว่ามีความหมายหรือเปล่า บริเวณตอไม้เอาไว้ให้สำหรับชาวเลทั้งหลาย มาพักพิงตอนตกปลากลางทะเลครับ เย้ๆ และแล้วเราก็เดินทางมาถึงแพแล้ว ใช้เวลาประมาณ15นาทีครับ ตรงนี้คือแพส่วนที่เราได้พักในคืนนี้ครับ มองจากภายในห้องพักออกมา ช่วงนี้ลมยังไม่แรงมากแต่ก็พอมีลมบ้าง ตรงนี้เป็นโต๊ะทานข้าวครับ เป็นโต๊ะกระจกใส ได้บรรยากาศดีมาก บริเวณโต๊ะทานข้าวจะเจาะพื้นให้เป็นช่อง หย่อนขาลงไปได้ครับ ให้อาหารปลาก็ได้ ตรงนี้คงไม่ต้องบอก บริเวณห้องน้ำนั่นเอง ฝักบัวสร้างจากขวดแก้วครับ กดสวิตท์ปั๊บน้ำก็ทะลักออกมาให้เราได้อาบ อีกมุมนึงในห้องน้ำครับ พื้นแพจะเป็นไม้ แต่รับรองครับไม่มีเสี้ยนไม้ตำขา มองไกลๆ เห็นธงชาติไทย ยืนยันได้ว่ายังอยู่ประเทศไทยครับ ไม่ใช่มัลดิฟ |
เมื่อพวกเราจัดแจงเก็บของเข้าห้องเรียบร้อยแล้ว ทางผู้ดูแลก็ได้แนะนำให้เราเดินไปนั่งบริเวณทางเดินเชื่อมแพ ตรงกลางเพราะเขาบอกว่าตรงนั้นจะเย็นมากกว่า ในระหว่างที่เราเดินไปนั้นก็จะได้เดินผ่านกระชังเลี้ยงปลาต่างๆมากมาย สอบถามได้ว่าเวลาดึงอวนปลาแล้วปลาพวกนี้เผลอติดมาก็จะเอามาเลี้ยงในกระชัง หนึ่งในนั้นมีปลากปั๊กเป้าด้วยครับ ผู้ดูแลบอกว่าเดี๋ยวจะมาจับให้ดูว่ามันพองตัวยังไง หุ หุ ... เมื่อเรานั่งพักได้ซักพัก ทางผู้ดูและก็ได้เอาอาหารทานเล่นมาเสิร์ฟเราก่อน เป็นหอยแมลงภู่ผัดพริกไทยดำ โดยปกติแล้วผมเป็นคนไม่ชอบหอยแมลงภู่เท่าไหร่ แต่งานนี้ผมอยากจะบอกว่าอร่อยมากจริงๆครับ เพราะว่าที่นี่เขาเลี้ยงหอยแมลงภู่เองครับ ดังนั้นที่เราได้ทานจะสดมากๆ เมื่อก่อนหน้านี้ซัก10นาทีมันยังมีชีวิตอยู่เลย คิดแล้วน่าสงสารแต่ด้วยความอร่อย อาหารจานนี้จึงหมดลงในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่นั่งรอซักพักผู้ดูแลก็เรียกเราไปลองชิมอาหารสูตรเด็ดของเจ้าของแพนั่นก็คือ "พล่าปลากับน้ำจิ้มถั่วตัด" อร่อยมากครับ ขอบอกว่าอันนี้เป็นปลาดิบครับ แต่ว่าอร่อยมากไม่เหมือนกับเป็นปลาดิบเลยจริงๆ แอบไปสอบถามแม่ครัวเขาก็บอกสูตรมาให้ หุ หุ เอาไว้จะแอบไปทำกินเอง ช่วงเวลาหลังจากนี้ก็เป็นเวลานั่งพักผ่อน ใครจะเล่นน้ำก็เล่น ใครจะทำอะไรก็ทำครับ ตอนนี้อีกครอบครัวหนึ่งเขาเล่นน้ำกัน ส่วนพวกเราก็ออกไปพายเรือเล่นกัน ไม่ได้เล่นน้ำทะเลเพราะว่าที่นี่เขาจะมีน้ำให้เราได้อาบตอน 6 โมงเย็นครับ เพราะเขาต้องไปขนน้ำจืดจากฝั่งมาเก็บให้เรา พอแดดเริ่มหายผู้ดูแลก็พาเราไปดึงรอกปลาที่เขาได้วางไว้ เผื่อว่าจะมีปลาติด เพราะถ้าได้ปลาติดมาเขาจะเอาไปทำให้เรากินกันทันทีเลย งวดนี้เราได้ปลากระพงขาวมาด้วย แต่น้องชายผมดันเอาไปปล่อยในกระชังปลาซะได้ อดกินเลยเพราะจะจับลำบาก แถมยังมีปลาผีเสื้อติดมาด้วยสวยมาก แต่ก็ปล่อยไปเพราะว่าไม่รู้จะเอามาทำอะไร ^^ หวังว่าคงจะได้บุญ พอเริ่มเย็นอีกซักหน่อยพวกเราก็ได้ออกเรือไปดึงอวนปูที่ทางแพได้วางทิ้งไว้ ได้ปูมาทำให้เรากินด้วย...งานนี้ได้รู้จักกับปูไอ้ใบ้ เหตุผลที่เขาเรียกชื่อนี้ไม่ใช่เพราะอะไรครับ แต่เพราะว่าถ้าโดนปูตัวนี้หนีบเขาบอกว่ามันจะเจ็บจนร้องไม่ออกเลย ก็เลยเป็นที่มาของชื่อ "ไอ้ใบ้" นั่นเอง งานนี้เราก็ได้ปูมาพอประมาณ พร้อมกับปลาที่ติดอวนนิดหน่อย.. ผู้ดูแลบอกเราว่าถ้าอยากได้ปลาได้ปูเยอะๆ ให้มาช่วงฤดูหนาวเนื่องจากว่าจะจับได้มากกว่า พอกลับไปถึงแพเราก็รีบไปอาบน้ำก่อนเลย แบ่งกันไปอาบน้ำ สำหรับคนที่ยังไม่ได้อาบก็ นั่งพักร้องเพลงเล่นกีตาร์รอ เมื่อฟ้าเริ่มมืดช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดของการนอนแพสำหรับผมเลยทีเดียว ลมทะเลเย็นๆมาปะทะหน้าพร้อมกับเสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้ามา พวกเราร้องเพลงกันได้ซักพัก อาหารก็มาเสิร์ฟถึงที่แพพวกเรา อาหารเย็นนี้ประกอบไปด้วย ปลาหูช้างทอดน้ำปลา(อร่อยมากกกกกกก) ต้มยำกุ้ง ปูผัดผงกะหรี่ และก็ผัดผักรวม พร้อมกับปูที่เราได้มาช่วงเย็น อาหารแต่ละจานได้เยอะมากครับ จานใหญ่มาก และอร่อยครับ ด้วยบรรยากาศที่เป็นใจ นี่ถ้าใครพาแฟนมาจะโรแมนติคมากครับ เมื่อทานอาหารเสร็จ ทุกคนก็ต่างหาที่เฉพาะตัวเพื่อพักผ่อน ซักพักผู้ดูแลแพก็ชวนเราไปตกหมึก ซึ่งก็ตกกันบนแพนั่นเอง เขาเปิดไฟล่อปลาหมึก แต่เป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากว่า ช่วงนี้เป็นฤดูร้อนปลาหมึกจึงมีน้อย พวกเราพยายามกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ได้มา 1 ตัว...แบ่งกันกินไม่อิ่มเลย ^^ ที่นี่เขาจะปิดไฟตอนเวลา 5 ทุ่ม หลังจากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเข้านอนครับ ราตรีสวัสดิ |
![]() กระชังปลาส่วนนึง ที่ถ่ายมาเพราะผมชอบปลาปั๊กเป้ามากเป็นการส่วนตัว ทายซิว่านี่คือตัวอะไร.......ตัวนี้ปลาหมึกครับ ![]() คุณโทนี่สาธิตการจับปลาปั๊กเป้าให้เราดู ตัวเดียวกันกับรูปข้างบน พองจริงๆนะไม่ได้อ้วน พอเอาลงน้ำซักพักก็กลับเป็นเหมือนเดิม ที่นี่เลี้ยงหอยแมลงภู่เองครับ ดังนั้นเราจึงได้ทานของสดๆแน่นอน นี่ครับ" พล่าปลาน้ำพริกถั่วตัด" อร่อยมากนะ กำลังดึงรอกปลาครับ ด้วยความหวังว่าจะได้อะไรติดมาบ้าง รอกแรกๆไม่ค่อยได้อะไรมาก เอ๊ะ!! มีปลาผีเสื้อติดมาด้วย ปล่อยดีกว่า เรือลำน้อยจอดรอพวกเราให้พายเล่น บ๊าย บาย ไปก่อนน้าาาา เริ่มเย็นแล้ว พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ออกเรือไปลากอวนปูครับ เจ้าของแพไปด้วยกับเรา เย้!! ได้ปูแล้วคืนนี้ไม่รอดแน่ๆ ปลาน้อยเอามาแร่ทำเป็นซาซิมิกิน อาหารมื้อดึก ปลาหูช้างทอดน้ำปลา อร่อยมากครับ ตัวใหญ่จริงๆ และอีกหลายๆอย่าง |
[ Day 2 : ]
เช้านี้ผมตื่นนอนด้วยเสียง เอะอะ โวยวาย ที่มากระแทกต่อมหลับนอนของผม เป็นเสียงของแม่ผมกับน้องชายกำลังบ่นๆกัน เมื่อผมได้อาบน้ำ ล้างหน้าแปลงฟันเสร็จ ก็ได้ทราบความว่า แม่กับน้องชายตื่นเช้ามา และชวนกันไปพายเรือ...แต่ปรากฏว่า ช่วงเช้าคลื่นลมทะเลแรง น้องชายผมพายคนเดียว แม่พายไม่เป็น... ถึงน้องชายผมจะตัวใหญ่แค่ไหนก็สู้แรงลมทะเลไม่ไหวครับ เรือก็เลยลอยตามลมออกมาเรื่อยๆ น้องผมก็พยายามพาย จ้ำเอาๆ แต่ก็ทำได้แค่อยู่กับที่ พอเหนื่อยเรือก็ลอยออกไปอีก นี่ยังนับว่าโชคดีนะครับ เพราะว่าระหว่างที่เรือลอยไปนั้นก็ได้ผ่านไปทางอีกแพนึงที่ผูกเชือกเชื่อมกันอยู่ เลยอาศัยจับเชือกและดึงสาวมาเรื่อยๆ จนกลับมาที่แพได้ ฮาครับ ไม่ยังงั้นป่านนี้น้องชาย กับแม่ผมอาจจะไปโผล่อ่าวเบงกอแล้วก็ได้ ^^ อาหารเช้าวันนี้คือ ข้าวต้มทะเลครับ อาหารธรรมดาแต่อร่อยนะครับ ยอมรับว่าแม่ครัวที่นี่ทำอาหารถูกปากผมมาก โดยเฉพาะปลาทอดน้ำปลาครับ ผมขอแนะนำจริงๆ เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมอาหารยามเช้าไปแล้ว พวกเราก็นั่งคุยกันถึงเรื่องอาหาร และเป็นผลทำให้พวกเราต้องให้แม่ครัวช่วยตะโกนต่อรองราคาจากแพข้างๆ ที่เขาเลี้ยงปลาอยู่...และแล้วเราก็ได้ ปลาเก๋ามาหนึ่งตัว พวกเราก็ส่งหน้าที่ต่อให้แม่ครัวช่วยทอดน้ำปลาให้เราด้วย.. อร่อยอีกแล้วครับเมื่อกี้มันยังดิ้นอยู่เลยอาจจะฟังดูโหดร้ายนะครับ แต่รสชาติที่ได้รับคงทำให้เราลืมเรื่องนี้ไปเลย เวลาผ่านไปไม่ถึง10นาที ปลาตัวโตเมื่อกี้ก็เหลือแต่ก้าง....หย่าย..... พวกเรายังรู้สึกค้างๆอยู่ก็เลยขอสั่ง หอยแมลงภู่ผัดพริกไทยดำอีกซักจานนึง...ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะครับว่าพวกเราใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีในการจัดการภาระจานนี้ ระหว่างที่เราไม่มีอะไรจะทานนั้นเจ้าของแพก็ได้มาพูดคุยกับเรา..จนถึงเวลาที่จะต้องกลับก็มีเรือมารับเรากลับฝั่ง เช้าวันนี้ไม่มีอะไรมากน้องจากรายการกินจริงๆครับ สำหรับโปรแกรมทั้งหมดก็จบเพียงเท่านี้ครับ คงจะมีบางส่วนที่ผมก็คงลืมหรือเผลอตกหล่นไม่ได้อธิบายไป ก็ดูจากรูปเอาเองนะครับ หรือไม่ก็ถ้าชอบการท่องเที่ยวแบบนี้ผมก็ขอแนะนำครับผมแล้วจะไม่ผิดหวัง |
เรือลำนี้เองพาหนะแห่งความระทึกกับเชือกผู้ช่วยชีวิต อาหารเช้าครับข้าวต้มทะเลรวม เรือส่งปลาจากแพข้างๆ สภาพเหมือนไม่น่าจะลอยได้แต่ก็ยังลอยได้ ปลาเก๋าที่เราสั่งซื้อจากแพข้างๆครับ ไม่ทันไรเก๋าก็แปลงร่างซะแล้ว ระหว่างการเก็บหอยแมลงภู่ครับ รับประกันความสดและอร่อย ![]() จานใหญ่ครับ หอยแลงภู่ผัดพริกไทยดำ เจ้าของแพ มานั่งพูดคุยกับเรา พร้อมเป่าเมาท์ออร์แกนให้เราฟัง |
สำหรับผู้ที่สนใจนะครับติดต่อเบอร์โทรตามนี้ได้เลยนะครับ คุณ ปิยพันธ์ 081-3378422 เป็นเจ้าของแพเองเลย ขอแนะนำอีกอย่างถ้าไปอย่าลืมเตรียมโลชั่นกันยุงไปด้วย เพราะว่าตรงระเบียงลมทะเลแรงไม่มียุงหรอกครับ มันหลบไปอยู่ในห้องหมด ถ้าเรากางมุ้งไม่ดีอาจจะโดนยุงกัดได้นะครับ ด้วยความหวังดี สำหรับผมแล้วยุงไม่สามารถมาขัดขวางผมเพื่อที่จะได้ไปดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แสนดีแน่นอน |
[ หน้า Update 1 ] [ หน้า Update 2 ] |
:: Copy Left 2005 by Kapom.com :: |